สาร (Subutant)
สาร (Subutant)
หมายถึง สสารต่างๆ ที่เรารู้จักชื่อหรือมีการตั้งชื่อแล้ว เช่น เหล็ก
สังกะสี กรดเกลือ
สถานะของสสาร มีได้ 3 สถานะ คือ ของแข็ง
ของเหลว และแก๊ส
สารแบ่งตามลักษณะของการเกิด แบ่งได้ 2 ชนิด
1.
สารที่ได้จากธรรมชาติ
เช่น แร่ธาตุ
2. สารที่ได้จากการสังเคราะห์ เช่น
ผงซักฟอก สบู่ เครื่องสำอาง
สมบัติของสาร
สมบัติของสาร
หมายถึง ลักษณะเฉพาะตัวของสารที่สามารถบ่งบอกว่าสารชนิดนั้นคืออะไร
สารแต่ละชนิดจะมีสมบัติของสารที่สังเกตได้ คือ สี กลิ่น รส สถานะ
เนื้อสาร
สมบัติของสารจำแนกได้เป็น 2 ประเภทคือ
1.
สมบัติทางกายภาพ
2.
สมบัติทางเคมี
การจำแนกสาร
1.
ใช้สถานะเป็นเกณฑ์
สามารถจำแนกสารได้เป็น 3 สถานะ ดังนี้
-
ของแข็ง
รูปร่างไม่เปลี่ยนแปลง อนุภาคของแข็งไม่มีการเคลื่อนที่
และอัดให้เล็กลงอีกไม่ได้
-
ของเหลว
รูปร่างเปลี่ยนตามภาชนะที่บรรจุ โดยมีปริมาตรคงที่ ไหลได้
อักให้เล็กลงได้ยาก
-
แก๊ส
รูปร่างและปริมาตรเปลี่ยนแปลงไปตามภาชนะที่บรรจุ ฟุ้งกระจายได้
อัดให้เล็กลงได้ง่าย
2.
ใช้เนื้อสารเป็นเกณฑ์


สารบริสุทธิ์(Pure
Substance)
คือ สารเนื้อเดียวที่ประกอบด้วยสารเพียงชนิดเดียว
จำแนกตามจำนวนชนิดของอะตอมที่เป็นองค์ประกอบของเนื้อสารได้เป็น 2
ชนิดคือ ธาตุและสารประกอบ
ธาตุ (Element)
ธาตุ
เป็นสารบริสุทธิ์ที่ประกอบด้วยอนุภาคที่เล็กที่สุดที่เรียกว่า อะตอม(Atom)
ถ้าใช้สมบัติทางกายภาพเป็นเกณฑ์ จำแนกธาตุเป็น ชนิด คือ
โลหะ อโลหะ และกึ่งโลหะ
1.
โลหะ(Metel)
เป็นธาตุที่มีมากชนิดที่สุด ส่วนใหญ่มีสถานะเป็นของแข็ง
จุดหลอมเหลวค่อนข้างสูงหรือบางชนิดสูงมากผิวเป็นมันวาว
เมื่อเคาะจะมีเสียงดังกังวาน มีความเหนียว
สามารถยืดออกเป็นเส้นหรือตีให้เป็นแผ่นบางๆ ได้ เช่น เส้นลวด แผ่นทองคำเปลว
2.
อโลหะ(Non-metal)
มีจำนวนชนิดมากรองจากโลหะ มีสถานะเป็น
·
ของแข็ง เช่น คาร์บอน
กำมะถัน
·
ของเหลว เช่น โบรมีน
·
แก๊ส เช่น ออกซิเจน
ไฮโดรเจน
3.
กึ่งโลหะ(Metalloid)
เป็นธาตุที่มีจำนวนน้อย
ได้แก่ พลวง โบรอน สารหนู ฯลฯ เป็นธาตุที่มีสถานะเป็นของแข็ง นำไฟฟ้าได้ดี
และมีผิวเป็นมันวาวเหมือนโลหะ แต่มีลักษณะเปราะ และเมื่อเคาะ
จะไม่มีเสียงดังกังวาน
สารประกอบ(Compound)
สารประกอบ
คือ สารบริสุทธิ์ที่เกิดจากการรวมตัวของอะตอมของธาตุจ่างชนิดกันตั้งแต่
2 ชนิดขึ้นไปมาต่อกันด้วยพันธะเคมีในอัตราส่วนที่คงที่แน่นอน
โดยไม่แสดงสมบัติของธาตุองค์ประกอบเดิม แสดงด้วยสูตรโมเลกุล เช่น
H2O
สูตรโมเลกุล
คือ กลุ่มสัญลักษณ์ของธาตุที่เขียนแทนชื่อสาร
แสดงชนิดของธาตุและจำนวนอะตอมที่เป็นองค์ประกอบของสาร 1 โมเลกุล

สารไม่บริสุทธิ์
สารไม่บริสุทธิ์
เป็นสารที่เกิดจาการนำสารบริสุทธิ์ตั้งแต่ 2
ชนิดขึ้นไปมาผสมกันโดยมีอัตราส่วนไม่แน่นอนและไม่เกิดปฏิกิริยาเคมีได้สารชนิดใหม่
สารแต่ละชนิดที่มาผสมกันยังคงแสดงสมบัติของสารนั้น

สารละลาย
เป็นสารเนื้อเดียวทีมีองค์ประกอบของสารตั้งแต่ 2
ชนิดขึ้นไปมารวมกันในอัตราส่วนที่ไม่คงที่ ประกอบด้วย ตัวทำละลายและตัวถูกทำละลาย
มีทั้ง 3 สถานะ
1.
การพิจารณาว่าสารใดในสารละลายเป็นตัวทำละลาย
·
สารที่มีสถานะเดียวกัน
สารที่มีปริมาณมากกว่าจัดเป็นตัวทำละลาย
·
สารที่มีสถานะต่างกัน
สารที่มีสถานะเดียวกับสารละลายจัดเป็นตัวทำละลาย
2.
การบอกความเข้มข้นของสารละลาย
ความเข้มข้นของสารละลายเป็นค่าที่แสดงให้ทราบถึงปริมาณของตัวละลายที่มีอยู่ในสารละลาย
·
สารละลายเข้มข้น คือ
สารละลายที่มีตัวทำละลายอยู่ในปริมาณมาก
·
สารละลายเจือจาง คือ
สารละลายที่มีตัวทำละลายอยู่ปริมาณน้อย
การบอกความเข้มข้นของสารละลายแสดงด้วยหน่วยร้อยละ ดังนี้
1.
ร้อยละโดยมวล
เป็นการบอกมวลของตัวละลายเป็นกรัมในสารละลาย 100 กรัม
เช่น สารละลายเกลือแกงเข้มข้นร้อยละ 10
โดยมวล หมายความว่า มีเกลือแกง 10 กรัม ละลายอยู่ในสารละลายเกลือแกง 100
กรัม หรือสารละลายเกลือแกงประกอบด้วยเกลือแกง 10 กรัม
ละลายอยู่ในน้ำ(100-10) เท่ากับ 10 กรัม
2.
ร้อยละโดยปริมาตร
เป็นการบอกปริมาตรของตัวละลายเป็นลูกบาศก์เซนติเมตรในสารละลาย 100
ลูกบาศก์เซนติเมตรเช่น
สารละลายเอทานอลในน้ำเข้มข้นร้อยละ 15 โดยปริมาตร หมายความว่าสารละลายเอทานอลในน้ำ
100 cm3 มีเอทานอลละลายอยู่
15 cm3
ดังนั้นจึงมีน้ำซึ่งเป็นตัวทำละลายเท่ากับ(100-15) คือ 85 cm3
3.
ร้อยละโดยมวลต่อปริมาตร
เป็นการบอกมวลตัวละลายเป็นกรัมในสารละลาย 100 ลูกบาศก์เซนติเมตร
เช่น
สารละลายเกลือแกงเข้มข้นร้อยละ 20 โดยมวลต่อปริมาตร หมายความว่า
สารละลายเกลือแกง 100 ลูกบาศก์เซนติเมตรมีเกลือแกงละลายอยู่ 20 กรัม
3.
สารละลายอิ่มตัว
สารละลายอิ่มตัว
หมายถึง สารละลายที่ไม่สามารถละลายตัวละลายได้อีกต่อไป ณ อุณหภูมิขณะนั้น
ซึ่งถ้าใส่ตัวละลายเพิ่มลงไปอีก จะเหลือตะกอนอยู่ที่ก้นภาชนะ
คอลลอยด์
คอลลอยด์
มีสมบัติ ดังนี้
1.
เป็นสารเนื้อเดียวที่มีลักษณะมัวหรือขุ่นไม่ตกตะกอน
2.
เกิดจากอนุภาคของสารชนิดหนึ่งหรือหลายชนิดที่มีขนาดใหญ่กว่าอนุภาคของสารละลาย
คือมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 10-7 -10-4
cm
ลอยกระจายแทรกอยู่ในตัวกลางที่เป็นสารอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งอนุภาคของคอลลอยด์สามารถลอดผ่านกระดาษกรองได้
แต่ไม่สามารถลอดผ่านกระดาษเซลโลเฟน
3.
เมื่อผ่านลำแสงเล็กๆ
เข้าไปในคอลลอยด์จะมองเห็นเป็นลำแสงซึ่งเกิดจากการกระเจิงของแสง
อิมัลชั่น(Emulsion)
เป็นคอลลอยด์ ที่เกิดจากสาร 2 ชนิด ที่ไม่รวมตัวเป็นเนื้อเดียวกัน
แต่เมื่อเติมสารอีกชนิดหนึ่งลงไปแล้วเขย่า
จะทำให้สารทั้งสองชนิดรวมตัวกันเป็นเนื้อเดียว
โดยมีสารที่เติมลงไปทำหน้าที่ตัวประสาน เรียกสาร
ที่เป็นตัวประสานนี้เรียกว่า อิมัลซิฟายเออร์ (Emulsifier)
1. คอลลอยด์ชีวิตประจำวัน
คอลลอยด์ที่พบในชีวิตประจำวันมีหลายชนิด
บางชนิดนำไปใช้ประโยชน์ เช่น น้ำกะทิ น้ำสลัด น้ำสบู่หรือผงซักฟอก
เป็นต้นเราใช้สบู่หรือผงซักฟอกในการซักผ้าหรือชำระล้างสิ่งสกปรกได้
เนื่องจากสบู่หรือผงซักฟอกจะทำให้ไขมันที่ติดตามเสื้อผ้ารวมกับน้ำได้
และช่วยให้สิ่งสกปรกหลุดอกไปน้ำสลดมีส่วนประกอบคือ น้ำมันพืช น้ำส้มสายชู
และไข่แดง
น้ำมันพืชจะรวมเป็นเนื้อเดียวกับน้ำส้มสายชูได้โดยมีไข่แดงทำหน้าที่ประสานให้เป็นเนื้อเดียวกันนมสดที่บรรจุถุงหรือกระป๋องที่ปิดฉลาดว่า
โฮโมจีไนทซ์ เป็นนมสดที่ผ่านกระบวนการโฮโมจีไนเซซัน (Homogenization)
โดยการทำให้ไขมันในน้ำนมสดแตกออกเป็นอนุภาคเล็กๆ ลอยตัวในน้ำนม และมีเคซีนซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งเป็นตัวประสานนอกจากนี้
การย่อยไขมันและน้ำมันในร่างกาย ไขมันและน้ำมันจะรวมกับน้ำย่อยได้
โดยมีน้ำดีทำหน้าที่เป็นตัวประสานให้เข้ากันของเหลวที่ละลายในกันและกันไม่ได้
เมื่อจะทำให้เป็นคอลลอยด์จะต้องเติมสารบางชนิดเพื่อเป็นตัวประสานลงไปเรียกคอลลอยด์ชนิดนี้ว่า
อิมัลชัน (emulsion)และสารที่ทำหน้าที่ประสานให้อนุภาคของของเหลวที่ไม่ละลายรวมกันสามารถแทรกรวมเป็นเนื้อเดียวกันได้ในอิมัลชันเรียกว่า
อิมัลซิฟายเออร์ (emulsifier) น้ำสบู่หรือผงซักฟอกจึงเป็นอิมัลซิฟายเออร์
ระหว่างน้ำและน้ำมัน ส่วยไข่แดงเป็นอิมัลซิฟายเออร์ในน้ำสลัด
3.
สมบัติบางประการของคลอลยด์
เมื่อแสงส่องผ่านคอลลอยด์
จะมองเห็นลำแสงได้ ซึ่งเกิดจากกระเจิงของแสง
สารแขวนลอย(Suspension)
สารแขวนลอย(Suspension)
เป็นสารสารเนื้อผสมที่มองเห็นอนุภาคของสารชนิดหนึ่งหรือหลายชนิดหรือหลายชนิดลอยกระจายปนอยู่ในสารอีกชนิดหนึ่งซึ่งเป็นตัวกลาง
มีขนาดของอนุภาคใหญ่กว่าอนุภาคของคอลลอยด์ คือ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง
10-4
cm
ขึ้นไป

สมบัติความเป็นกรด เบส
กรด (Acid)
คือ สารประกอบที่มีธาตุไฮโดรเจน(H)
เป็นองค์ประกอบ และอะตอมของ H
อะตอมให้โลหะ หรือ หมู่ธาตุที่เทียบเท่าโลหะที่ได้
และเมื่อกรดละลายน้ำ จะแตกตัวให้ไฮโดรเจนอิออน
เราจำแนกกรดตามแหล่งกำเนิดได้ 2 ประเภทคือ กรดอินทรีย์ และ กรดอนินทรีย์

คุณสมบัติของกรด
1.
มีธาตุไฮโดรเจนเป็นองค์ประกอบ
2.
มีรสเปรี้ยว
3.
ทำปฏิกิริยากับโลหะไก้แก๊สไอโดรเจน
4.
ทำปฏิกิริยากับหินปูน
หินปูนสึกกร่อน ได้แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้น้ำปูนใสขุ่น
ประเภทของกรด
จำแนกได้เป็น 2 ประเภท
1.
กรดอินทรีย์
2.
กรดอนินทรีย์หรือกรดแร่
เบส (Base)
คือ สารละลายน้ำแล้วแตกตัวให้ไฮดรอกไซด์ไอออน
(OH-) ออกมา
เมื่อทำปฏิกิริยากับกรดจะได้เกลือกับน้ำ หรือได้เกลืออย่างเดียว
สมบัติของเบส
1.
เปลี่ยนสีกระดาษลิตมัสจากสีแดงเป็นสีน้ำเงิน
2.
ทำปฏิกิริยากับแอมโมเนียมไนเตรต
จะให้แก๊สแอมโมเนีย มีกลิ่นฉุน
3.
ทำปฏิกิริยากับน้ำมันหรือไขมันได้สบู่
4.
ทำปฏิกิริยากับโลหะบางชนิด
5.
ลื่นคล้ายสบู่
การทดสอบความเป็นกรด-เบส
1.
การทดสอบด้วยกระดาษลิตมัส
2.
สารละลายฟีนอล์ฟทาลีน

การแยกสาร
การแยกสารเป็นการ
1. การกรอง
เป็นการแยกสารเนื้อผสมด้วยกระบวนการแยกของแข็งที่ไม่ละลายในของเหลวออกจากของเหลว
2. การกลั่น
3. การระเหิด
4. การสกัดด้วยตัวทำลาย
 |